ESTAR อัปเดตแผนธุรกิจ 2569 รับแรงกดดันสงครามพลังงานโลก ชูยุทธศาสตร์ “Stable First – Read the Game – Prove Performance” คุมความเสี่ยง เพิ่มกระแสเงินสด เปิดใหม่ 2 โครงการ มูลค่า 3,000 ล้านบาท ตั้งเป้ารายได้ 2,235 ล้านบาท

นายไพโรจน์ วัฒนวโรดม กรรมการผู้จัดการ บริษัท อีสเทอร์น สตาร์ เรียล เอสเตท จำกัด (มหาชน) หรือ ESTAR แถลงผลการดำเนินงานปี 2568 ว่า สามารถทำรายได้รวม 2,022 ล้านบาท เติบโต 7% จากปีก่อน โดยในส่วนของกำไรเติบโต 262% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า และมีโครงการที่ประสบความสำเร็จจำนวน 3 โครงการ ขณะที่รายได้จากธุรกิจที่อยู่อาศัยอยู่ที่ 1,892 ล้านบาท และรายได้ประจำอยู่ที่ประมาณ 130 ล้านบาท โดยมี Backlog ณ ปลายปี 2568 จำนวน 620 ล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในกรุงเทพฯ และพร้อมทยอยรับรู้รายได้ในปี 2569
ปี 2569 บริษัท ตั้งยอดพรีเซลไว้ที่ 1,770 ล้านบาท รายได้รวม 2,235 ล้านบาท รายได้ประจำ 130 ล้านบาท พร้อมแผนเปิดโครงการใหม่ 2 โครงการ มูลค่ารวม 3,000 ล้านบาท ประกอบด้วยโครงการแนวาบ เวลาน่า เมซง บูรพาพัฒน์-สุขุมวิท บ้านฉาง ราคา 6-8 ล้านบาท มูลค่าโครงการ 700 ล้านบาท จะเปิดพรีเซลปลายเดือนมีนาคมนี้ และ คอนโดมิเนียมสตาร์ วิว กรุงเทพฯ-นนท์ ติดสถานีรถไฟฟ้าแยกติวานนท์ ราคา 2-5 ล้านบาท มูลค่าโครงการ 2,300 ล้านบาท จะเปิดพรีเซลในช่วงไตรมาส 4
นอกจากนี้ยังได้เตรียมงบซื้อที่ดินไว้ 1,000 ล้านบาท โดยได้ซื้อที่ดินไปแล้ว 1 แปลง มูลค่า 250 ล้านบาท อยู่ใกล้โรงพยาบาลเปาโล เกษตร ส่วนอีกแปลงที่สนใจอยู่ในย่านรอบสนามบินอู่ตะเภา อย่างไรก็ดี ภายใต้สถานการณ์สงครามพลังงานและความไม่แน่นอนที่เพิ่มขึ้น ทำให้บริบทของปี 2569 ได้เปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา จากการยกระดับความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกา อิสราเอล และอิหร่าน ซึ่งได้สร้างแรงกระแทกต่อราคาพลังงาน ต้นทุนการขนส่งเงินเฟ้อ ความเชื่อมั่นผู้บริโภค และบรรยากาศการลงทุนทั่วโลกอย่างชัดเจน
ในมุมมองของ ESTAR สถานการณ์ดังกล่าวไม่ได้เป็นเพียงข่าวต่างประเทศที่อยู่ไกลตัว แต่เป็นปัจจัยที่สามารถส่งผลต่อภาคอสังหาริมทรัพย์ไทยโดยตรงผ่าน 4 ช่องทางสำคัญ ได้แก่ ต้นทุนวัสดุก่อสร้างและพลังงานที่สูงขึ้น ต้นทุนทางการเงินและแรงกดดันเงินเฟ้อที่อาจยืดเยื้อ ความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่อ่อนตัวลง และการชะลอของภาคท่องเที่ยวและกิจกรรมเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะเมื่อสงครามทำให้การขนส่งพลังงานจากตะวันออกกลางสู่เอเชียตึงตัวมากขึ้น และราคาน้ำมันดิบปรับขึ้นแรงในระยะเวลาอันสั้น
ท่ามกลางความผันผวนดังกล่าว นายไพโรจน์ วัฒนวโรดม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ESTAR กล่าวว่า ปี 2569ไม่ใช่ปีของการเร่งเครื่องโดยไม่ระวัง แต่เป็นปีของ “การอ่านเกมให้ขาด ประคององค์กรให้มั่นคง และพิสูจน์ฝีมือด้วยผลลัพธ์จริง” ซึ่งสอดคล้องกับกรอบคิดทางธุรกิจที่บริษัทวางไว้ก่อนหน้านี้คือ Read the Game, Stable First และ Prove Performance
ในโลกที่ต้นทุนเปลี่ยนเร็ว ความเสี่ยงมาจากหลายด้าน และกำลังซื้อไม่ได้แข็งแรงเท่าเดิม สิ่งสำคัญไม่ใช่แค่ว่าจะขายได้เท่าไร แต่คือจะโอนได้จริงแค่ไหน กระแสเงินสดแข็งแรงเพียงใด และองค์กรมีวินัยพอจะผ่านปีแห่งความไม่แน่นอนได้หรือไม่ ซึ่งในส่วนของ ESTAR ในช่วงไตรมาส 2 ถึงไตรมาส 4 ของปี 2569 ให้ความระมัดระวังและยืดหยุ่นมากขึ้น โดยให้ความสำคัญกับคุณภาพรายได้ กระแสเงินสดที่เดิมใช้อยู่ 100 ล้านบาทต่อเดือน เพิ่มเป็น 200 ล้านบาทต่อเดือน และความเร็วในการเปลี่ยนยอดขายให้เป็นยอดโอน มากกว่าการไล่ขนาดการเติบโตเชิงปริมาณเพียงอย่างเดียว
โดย ESTAR ประเมินว่า ผลกระทบต่อภาคอสังหาริมทรัพย์ไทยในระยะถัดไปจะไม่ได้เกิดในรูปแบบเดียว แต่จะกระจายออกเป็นหลายชั้น ชั้นแรกคือ ต้นทุนก่อสร้างและบริหารโครงการ ซึ่งมีความอ่อนไหวต่อราคาพลังงาน ค่าขนส่งและราคาวัสดุที่อาจทยอยปรับขึ้นตามภาวะตลาดโลก ชั้นที่สองคือ กำลังซื้อและการตัดสินใจของผู้บริโภค เพราะเมื่อค่าครองชีพสูงขึ้น ผู้ซื้อบ้านจะระมัดระวังมากขึ้น และธนาคารก็มีแนวโน้มคงความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อ ชั้นที่สามคือ ผลกระทบทางอ้อมจากภาคท่องเที่ยวและบริการ ซึ่งมีนัยต่อบางพื้นที่ของเศรษฐกิจไทย หากจำนวนนักท่องเที่ยวชะลอจากภาวะสงครามและราคาน้ำมันสูง ความเชื่อมั่นและการใช้จ่ายโดยรวมก็มีโอกาสชะลอตามไปด้วย โดยESTAR จะให้น้ำหนักกับโครงการและยูนิตที่ตอบโจทย์กำลังซื้อจริง โดยเฉพาะสินค้าที่พร้อมอยู่ สินค้าที่มีขนาดราคาเหมาะสม และทำเลที่มีฐานดีมานด์จากการอยู่อาศัยจริงหรือการจ้างงานจริง ไม่ใช่เพียงดีมานด์เชิงเก็งกำไร หลักคิดนี้จะถูกใช้ทั้งในกรุงเทพฯ และบ้านฉาง ระยอง ซึ่งเป็นฐานยุทธศาสตร์สำคัญของบริษัท
นอกจากนี้บริษัทจะให้น้ำหนักกับการเร่งโอนหน่วยพร้อมอยู่ การระบายสต็อกที่พร้อมขาย การบริหารเก็บเงินดาวน์และการเร่ง Conversion จากยอดจองไปสู่ยอดโอนจริงอย่างเข้มข้น เพราะในภาวะเช่นนี้ “เงินสดจริง” สำคัญกว่ายอดขายบนกระดาษ ESTAR จะคัดกิจกรรมลงทุนอย่างมีวินัย เลื่อนรายจ่ายที่ไม่จำเป็น และรักษา liquidity buffer ให้เพียงพอสำหรับรองรับความผันผวนของตลาด
อีกทั้งบริษัทยังคงเดินหน้ากลยุทธ์เพิ่มสัดส่วน recurring income เพื่อช่วยพยุงกระแสเงินสดในช่วงที่รายได้จากการขายโครงการผันผวน โดยธุรกิจโรงแรม สนามกอล์ฟ สปอร์ตคลับ และบริการ จะถูกบริหารเชิงรุกมากขึ้น แม้ภาคท่องเที่ยวไทยอาจเผชิญแรงกดดันจากสงครามและต้นทุนน้ำมัน แต่บริษัทจะปรับแผนการตลาดไปสู่ลูกค้ากลุ่ม domestic, corporate stay, long-stay และกลุ่มลูกค้าที่เชื่อมโยงกับเศรษฐกิจ EEC มากขึ้น เพื่อลดการพึ่งพา external demand เพียงด้านเดียว
อย่างไรก็ตาม ESTAR เห็นว่า วิกฤตครั้งนี้ไม่ได้หมายความว่าตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยจะหยุดนิ่งทั้งหมด แต่จะเป็นช่วงเวลาที่ตลาด “คัดคน” มากขึ้น ผู้ประกอบการที่อยู่รอดและเดินต่อได้ จะต้องมี 3 คุณสมบัติพร้อมกัน คือมีวินัยทางการเงินสูง มีสินค้าและทำเลที่ตอบดีมานด์จริง และสามารถปรับแผนได้เร็วโดยไม่เสียสมดุลองค์กร ซึ่งเป็นเหตุผลว่าทำไมบริษัทจึงไม่เลือกใช้วิธีเร่งเปิดเกมรุกเต็มรูปแบบในเวลานี้ แต่เลือกใช้แนวทางรักษาเสถียรภาพเป็นแกนกลางของทั้งปี 2569

